แนวปฏิบัติที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้เกิดความร่วมมือ

แนวปฏิบัติที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้เกิดความร่วมมือ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

จากการสอบความคิดเห็นจากพนักงานในองค์กรขนาดกลางมากกว่า 1500 คน มีแนวปฏิบัติที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงานร่วมกันเป็นทีมโดยจัดเป็นแบ่งเป็น 4 ด้านดังนี้

1. การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง   ผู้บริหารลงทุนหาเวลาและสนับสนุนทรัพยากรในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีในหมู่พนักงานทุกระดับ โดยลงไปพูดคุยเยี่ยมเยียนและรวมทั้งสนับสนุนให้มีการจัดพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวางทั้งในทีมและระหว่างทีมงานต่างๆทั่วองค์กร

1.1 เป็นแบบอย่างที่ดีในการเป็น Team Leader คือ สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม คิดหาวิธีในการกระชับความสัมพันธ์หรือสร้างเครือข่ายในแบบเฉพาะขององค์กรที่ช่วยสะท้อนค่านิยมของผู้บริหารในการให้ความสำคัญด้านมนุษยสัมพันธ์และความไว้วางใจ

1.2 ปลูกฝังการแลกเปลี่ยนความรู้และการแนะนำการทำงาน โดยผู้บริหารใส่ใจการพัฒนาความรู้ ความสามารถของสมาชิกในหน่วยงานของตนอยู่เสมอ สร้างเสริมที่มพร้อมแบ่งปันความรู้และเสนอแนะนำความคิดเห็น

2. การพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีม

หน่วยงานพัฒนาบุคคลที่ต้องเสริมทักษะความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นแก่สมาชิกในทีม เพราะบ่อยครั้งพบว่าพนักงานหรือผู้บริหารเต็มใจให้ความร่วมมือ แต่ไม่รู้วิธีให้ความร่วมมือที่มีประสิทธิผล ดังนั้นควรพัฒนาทักษะที่จำเป็นซึ่งประกอบไปด้วย ชุดทักษะความรู้ด้านการเข้าใ และชื่นชมผู้อื่น การบริหารพุฒิภาวะทางอารมณ์ การสนทนาในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การสื่อสารการสอนและแนะนำงาน การแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ และสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กลุ่มผู้ชี่ยวชาญในทีมงานต่างๆต้องจัดให้มีระบบการหมุนเวียนเรียนงาน มีกิจกรรมเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่สนุกและท้าทาย

3. การมีผู้นำที่ถูกต้องเหมาะสม ควรต้องมีคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งทางด้านการงานและด้านความสัมพันธ์ เพราะในการทำงานในโครงการที่ประกอบด้วยทีมงานต่างๆมากมายนั้น ผู้นำต้องมีสไตล์การบริหารที่ยืดหยุ่นสร้างความสมดุลทั้งด้านงานและด้านคน

4. การสร้างทีมใหม่และการจัดโครงสร้างของทีม การสร้างทีมงานที่จะช่วยให้เริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็วควรจัดสัดส่วนให้มีการรวมสมาชิกที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนกับสมาชิกใหม่ เพราะการสร้างทีมโดยเริ่มจากสมาชิกใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันหรือไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนจะทำให้เกิดความล่าช้าในการสร้างทีม

หัวหน้าควรระวัง อย่าให้วัวดีบ่าแตก

วัวดีบ่าแตก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปกป้องลูกน้อง

 

ควรค่อยๆสร้างกำลังบ่าและไหล่ของคนเก่งให้พร้อม ที่จะได้รับมอบหมายงานตามความเหมาะสมแก่กำลังศักยภาพ

วัวดีบ่าแตก เป็นภาษิตเก่าแก่ที่เตือนใจให้เจ้าของวัว ระวังอย่าไปใช้งานวัวดีๆเทียมแอกลากเกวียนหนัก จนบ่าแตกและทำงานไม่ไหว ในที่สุดก็ใช้งานได้ไม่นานเพราะหมดสภาพไปเสียก่อน คงต้องนำคำโบราณมาสอนใจในการดูแลคนในปัจจุบันด้วย เพราะหากคนเก่งๆถูกมอบหมายงานเกินกำลัง คนเก่งก็อาจกรอบกลายเป็นคนหมดพลัง หมดไฟในการทำงานก็เป็นไปได้ ดังนั้นการดูแลคนเก่ง คนดี หรือที่เรียกว่ากลุ่มผู้นำในอนาคตขององค์กร คงต้องร่วมกันบริหารอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทรัพยากรบุคคลและหัวหน้าหน่วยงาน

หน่วยงานบุคคลหรือ HR นั้นต้องมีระบบและกระบวนการในการวางแผนอัตรากำลังคนให้เหมาะสมกับปริมาณคุณภาพงาน และเป้าหมายตามกำหนดของหน่วยงาน และต้องมีวิธีการให้มั่นใจว่าคนเก่งเหล่านั้นมีความพร้อมด้านคุณลักษณะ ความสามารถที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานต่างๆด้วย

สำหรับหัวหน้าหน่วยงานก็จะต้องดูแลให้มีการมอบหมายงาน และการกระจายงานอย่างเป็นธรรม เหมาะสม รวมทั้งประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนควบคู่กันไป เพื่อให้เขาได้มีโอกาสในการใช้ศักยภาพด้านที่โดดเด่นในการทำงานอย่างเต็มที่ และพัฒนาจุดอ่อนในการทำงานของเขาจากสิ่งที่เป็นอุปสรรค ให้กลายเป็นจุดแข็งในการสร้างผลงาน

โดยรวมก็คือหัวหน้างานต้องทำหน้าที่ในการใช้ศักยภาพของคนเก่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจุดนี้เองที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในหลายๆกรณี นั่นคือหัวหน้างานผู้ใช้คนเก่งอย่างเต็มที่ มีการเพิ่มงานขยายขอบเขตงานเป็นการใหญ่ โดยขาดการคำนึงถึงความพร้อมทั้งด้านความรู้ความสามารถ ความมั่นใจ และพนักงานคนเก่งคนนั้นที่เป็นประเด็นสำคัญ คือหัวหน้างานมักจะมีความเชื่อที่ว่าคนยิ่งเก่ง ก็ยิ่งต้องใช้งาน เพราะมีเจตนาที่ดีที่จะสร้างเวทีให้คนเก่งได้มีโอกาสแสดงผลงาน และถือเป็นการพัฒนาความสามารถในการทำงานด้วย

คนนอกหรือคนใน ควรเป็น CEO

คนนอกหรือคนใน ควรเป็น CEO

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ CEO

 

ต้องชั่งใจข้อดี ข้อด้อยของคนใน และคนนอก โดยคำนึงถึงสถานการณ์ในมิติต่างๆ ช่วงนั้นๆ

มีหลายตำแหน่งงานที่ว่างลง เพราะมีพนักงานผู้บริหารครบเกษียณอายุ การสรรหาคนมาสืบทอดตำแหน่งจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสะดุดติดขัดในการดำเนินธุรกิจหรือภารกิจขององค์กร

และตำแหน่งงานที่ถือว่าสำคัญยิ่งที่ต้องมีการเตรียมการอย่างดี ก็คือตำแหน่ง CEO เพราะเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญต่อความอยู่รอดหรือการรักษาความสำเร็จขององค์กร ดังนั้นผู้ที่จะมาสืบทอดตำแหน่ง CEO จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ ตำแหน่ง CEO จะแตกต่างจากตำแหน่งอื่นๆ ที่รองลงมา เพราะอาจจะไม่ได้เป็นไปตามแผนการสืบทอดตำแหน่งที่วางไว้ และหลายครั้งก็มักจะเกิดความพลิกล็อค คือแทนที่ตำแหน่ง CEO จะเป็นของผู้นำที่เป็นลูกหม้อที่เติบโตมากับองค์กร จะกลับไปอยู่กับคนจากภายนอกองค์กร

คำถามคือ คนนอก หรือคนในควรเป็น CEO

จากผลการศึกษาของ James M. Citrin ร่วมกับ Dayton Ogden ตีพิมพ์ลงใน Harvard Business Review เมื่อเดือนพฤศจิกายนพ.ศ 2553 ซึ่งได้ทำการติดตามผลความสำเร็จขององค์กรที่ CEO มีการเลื่อนตำแหน่ง จากคนภายในองค์กรและคนภายนอกองค์กรผลการศึกษาพบว่า

1. ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกระดับคนในหรือสรรหาคนมาจากภายนอกนั้น ขึ้นอยู่กับสถานะผลประกอบการขององค์กร รวมทั้งสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดนั้นเป็น

2. การเลือกคนในองค์กรเป็น CEO จะเป็นการตัดสินใจที่ดีและเหมาะสมทีเดียว หากองค์กรกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ผลประกอบการดี มีกำไรและมีอนาคตในระยะยาว แต่พบว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหากองค์กรอยู่ในช่วงขาลงหรือประสบภาวะวิกฤตต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

เทพเจ้าอนูบิส

เทพเจ้าอนูบิส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทพอานูบิส

นับเป็นเวลานานหลายศตวรรษที่ชาวไอยคุปต์ถือว่าเทพเจ้าอนูบิสเป็นเทพเจ้าแห่งมรณะหรือเทพเจ้าของคนตายต่อมาครั้นบทบาทของเทพเจ้าโอซิริสเปลี่ยนจากเทพแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นเทพมรณะหรือคนตายก็กลายเป็นเทพเจ้าชั้นสูงกว่าเทพเจ้าอนูบิสถึงอย่างไรก็ตามเทพเจ้าอนูบิสก็นับว่ามีความสำคัญเกี่ยวกับพิธีฝังศพและถือว่าเป็นโอรสของเทพเจ้าโอซิริสและเทวีเทปทิส

สัญลักษณ์ของเทพเจ้าอนูบิสเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกหรือรูปคนมีหัวสุนัขจิ้งจอกแต่เท่าที่ปรากฏเป็นภาพเขียนตามผนังกำแพงหลุมฝังศพและในคัมภีร์ต่างๆมักจะให้สีผิดเพี้ยนจากธรรมชาติคือเป็นรูปสุนัขจิ้งจอกสีดำซึ่งบางทีอาจแสดงความหมายว่าเป็นการเกิดใหม่หรือบางทีอาจเป็นการระลึกถึงการใช้สารที่เป็นออกไซด์หรือยางสนสีดำกับกระบวนการทำมัมมี่ศพ บริเวณพื้นที่สำคัญที่นับถือเทพเจ้าอานูบิสคือเมืองนมมณฑลที่ 17 ทางเขตไอยคุปต์ตอนบนเป็นเมืองหลวงซึ่งชาวกรีกให้ชื่อใหม่ว่าไวโนโปลิสหรือที่เรียกว่านครแห่งสุนัข ตามตำนานเล่าว่าเทพเจ้าอนูบิสเป็นผู้ดองมัมมี่ พระศพของเทพเจ้าโอซิริส ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นเทพเจ้าประจำของผู้ทำหน้าที่ดองมัมมี่ศพของชาวไอยคุปต์ตลอดมา

ยานเกราะเบาลาดตระเวน Beaverette

ยานเกราะเบาลาดตระเวน Beaverette

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ beaverette armoured car

 

ภายหลังจากที่กองกำลังรบนอกประเทศอังกฤษ (BEF) ถอนทัพออกจากฝรั่งเศสในปี 1940 ยันต์เกราะประจัญบานก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วแต่มีเพียง 2 รุ่นเท่านั้นที่ได้รับการผลิต หนึ่งในนั้นคือยานเกราะเบาลาดตระเวนบีเวอเรตต์ (Beaverette) ยานเกราะคันนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่หลอด บีเวอร์บรุค (Lord Beaverbrook) รัฐมนตรีกระทรวงผลิตอากาศยานผู้ผลักดันโครงการนี้และสั่งผลิตอย่างเร่งด่วนภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน สร้างโดยบริษัทสแตนดาร์ดมอเตอร์ (Standard Motor Company Ltd) แห่งเมืองโคเวนทรี ใช้โครงรถ Standard 14 ของรถยนต์ ติดเกราะเหล็กหนา 11 มม. เปิดประทุนและติดแผ่นไม้โอ๊คขนาด 7.62 มม. บริเวณด้านหลังของพลปืน แต่ไม่มีอาวุธด้านหลัง พลขับมีช่องส่องอยู่ด้านหน้าเปิด-ปิดด้วยม่านเหล็ก ทำให้วิสัยการมองมีจำกัด รุ่น Mk I เพิ่งเริ่มเข้าสู่การผลิต ก็พัฒนารุ่น Mk II ตามมา และเมื่อไม่มีข้อจำกัดในการจัดซื้อเหล็ก ทำให้สามารถนำเกราะมาติดตอนท้ายเพื่อป้องกันพลประจำรถได้ดีขึ้น ขณะที่หม้อน้ำก็เปลี่ยนจากทรงแนวตั้งเป็นแนวนอน จากนั้นก็ผลิตรุ่น Mk III ในปี 1941 และเป็นยานเกราะที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง ให้การปกป้องได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยนำเกราะกำบังมาใช้ แม้ความหนาของเกราะจะลดลงเหลือ 10 มม. แต่รุ่นนี้ติดเกราะทั้งคัน ทำให้น้ำหนักตัวรถไปอยู่ที่ช่วงท้ายเวลาขับขี่ มีประตูเข้า-ออกขนาดใหญ่ที่เดียวอยู่ท้ายรถ ส่วนจุดที่พลขับนั่งนั้นเป็นชั้นเกราะพอดี ทำให้อยู่ลึกกว่าตำแหน่งป้อมปืนเล็กน้อย ในรุ่น MK IV ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย ไม่มีชั้นเกราะ ตำแหน่งพลขับจึงอยู่ด้านหน้าป้อมปืน ส่งผลให้พลปืนมีพื้นที่ในการปฏิบัติการได้มากกว่า ยานเกราะเหล่านี้ประจำการอยู่หลายปีและหลายคันนำไปใช้ป้องกันลานบิน ถูกส่งมอบต่อให้อเมริกันในปี 1942

เงินผูกปี้

เงินผูกปี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เงินผูกปี้

 

เงินผูกปี้ เป็นเงินภาษีที่ทางราชการไทยเรียกเก็บจากชาวจีนแทนการแรงงาน สันนิษฐานว่าเริ่มเก็บครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คำว่า ปี้ มาจากภาษาจีน มีความหมายว่า เงินตราหรือวัตถุที่ใช้แทนเงินในบ่อนการพนัน ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้อง แต่ก็มีที่ทำจากแก้วหรือทองเหลือง เงินผูกปี้เกิดขึ้นจากมีชาวจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาในประเทศไทยช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่เนื่องจากเป็นชาวจีนจึงไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานเหมือนกับชาวไทย เป็นการไม่ยุติธรรม ดังนั้นทางราชการจึงกำหนดให้ชาวจีนต้องเสียภาษีให้กับรัฐ ในปี พ.ศ 2354 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดเกล้าให้เรียกเก็บภาษีจากชาวจีน ถือเป็นครั้งแรกที่การเก็บเงินผูกปี้ปรากฏในเอกสารราชการและเมื่อชาวจีนผู้ใดนำเงินมาจ่ายแก่ทางราชการแล้ว เจ้าหน้าที่จะผูกเชือกป่านไว้ที่ข้อมือข้างซ้ายเหลือชายไว้ประมาณ 1 นิ้ว ใช้เครื่องกดติดที่ปมเชือกประทับตราของทางราชการไว้เป็นสำคัญด้านละ 1 ดวง โดยมีตรานามเมืองและตรารูปสัตว์ สิ่งของ จึงเรียกการเก็บเงินจากชาวจีนนี้ว่า เงินผูกปี้ พร้อมกับออกในฎีกาหรือตั๋วประจำตัวไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้ออกประกาศยกเลิกการผูกปี้ข้อมือคนจีน เนื่องจากทรงเห็นความทุกข์ยากของชาวจีนในการผูกปี้น่ารังเกียจที่แสดงถึงความไม่เท่าเทียมกับคนไทยในพระราชอาณาจักร แต่กำหนดให้จ่ายเงินเข้าราชการเช่นเดียวกับคนไทย

 

ผู้พิชิตโลกใหม่ก่อน Columbus

 

ผู้พิชิตโลกใหม่ก่อน Columbus จากไอซ์แลนด์สู่อเมริกาและโรม

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Leif Eriksson

 

ประเด็นหนึ่งซึ่งผุดขึ้นมาตลอดเวลาที่คุณอยู่ในไอซ์แลนด์คือ ใครค้นพบทวีปอเมริกา แม้เราจะถูกสั่งสอนกันมาว่า Christopher Columbus นำกองเรือ 3 ลำ ที่กษัตริย์สเปนจัดให้ไปถึงทวีปอเมริกาตั้งแต่ ค.ศ.1492 แต่ก็มีหลักฐานชัดเจนขึ้นทุกที จนแทบไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่าชาวไวกิ้งจากไอซ์แลนด์ และสแกนดิเนเวียเคยเดินทางไปเหยียบแผ่นดินอเมริกาก่อนหน้า Columbus ถึง 500 ปี อนุสาวรีย์หน้าโบสถ์ใหญ่กลางกรุง Reykjavik ป่าวประกาศความสำเร็จของ Leif Eriksson ที่เดินทางถึงดินแดนวินแลนด์ หรือแถบชายฝั่งโนวาสโกเชียบนทวีปอเมริกา ตั้งแต่ ค.ศ.1000

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Guoriour Porbjarnardottir

ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า คือเรื่องราวของสตรีนาม Guoriour Porbjarnardottir จากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Hellnar ที่ไม่เพียงแต่เดินทางไปถึงวินแลนด์ก่อน ค.ศ.1000 แต่นางยังให้กำเนิดลูกชายที่นั่นด้วย Guoriour ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้หญิงยุโรปที่ให้กำเนิดทายาทคนแรกบนโลกใหม่ เท่านั้นยังไม่พอ หลังจาก Guoriour เปลี่ยนมารับนับถือคริสต์ศาสนา พลังศรัทธาและวิญญาณนักเดินทางอันแรงกล้า ยังทำให้นางออกเดินทางไปแสวงบุญถึงกรุงโรงเสียด้วย อนุสาวรีย์เล็กๆ ของ Guoriour ตรงบริเวณที่เคยเป็นไร่ของนาง ใกล้กับหมู่บ้าน Hellnar คือหนึ่งในความภาคภูมิใจของผู้คนบนพื้นที่ห่างไกลนี้

ส้มแขก

 

ส้มแขก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ส้มแขก

เป็นไม้ต้นสูงได้ถึง 14 เมตร กิ่งก้านแผ่และห้อยลง เปลือกสีน้ำตาลดำ ใบรูปรีถึงรูปใบหอก ออกดอกตามซอกใบคู่บนสูด ผลรูปทรงกลม เป็นร่องตรงปลาย ผลนูนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 8 เซนติเมตร ก้านผลยาว 2.5 cm ผลห้อยลง สีส้มถึงเหลือง เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงหรือขาว สีเหลืองอ่อนหรือชมพู

 

สรรพคุณของส้มแขกในตำรายาแผนโบราณ

ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยานั้นมีการวิจัยว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านเชื้อราและฤทธิ์ลดน้ำหนักร่างกาย เป็นต้น

ข้อควรระวังในการใช้

ไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ส้มแขกในปริมาณสูงในสตรีมีครรภ์หรือสตรีที่ให้นมบุตร

 

การเก็บเกี่ยวส้มแขก

จะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 7-8 ปี โดยผลจะออกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม เก็บผลผลิตโตเต็มที่ผลผลิตสด 3 ตันต่อไร่

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

ให้นำผลส้มแขกมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ และตากแดดจัดๆ ประมาณ 3 วัน ให้แห้งสนิทกับเก็บไว้ในภาชนะที่กันความชื้น

อัตราส่วนการทำแห้ง คือ ผลผลิตสดต่อผลผลิตแห้ง เท่ากับ 4 ต่อ 1

 

การฝึกลมปราณล้างพิษ

การฝึกลมปราณล้างพิษ

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คนเราส่วนใหญ่มักมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ จึงมักจะหายใจสั้น ตื้น และถี่ เพราะใช้หน้าอกส่วนบนหายใจ ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้ออกซิเจนน้อย มีอากาศเสียตกค้างไปในปอดมากแล้ว ก็ยังทำให้ร่างกายเหนื่อยง่ายและอ่อนแอลงด้วย ในการปฏิบัติชี่กงหรือโยคะ ให้กายประสานใจ รวมกับการขจัดสารเสียด้วยการหายใจเข้า-ท้องป่อง หายใจออก-ท้องแฟบ นอกจากจะทำให้ร่างกายได้รับแก๊สออกซิเจนในปริมาณมากขึ้นแล้ว ยังสามารถไล่อากาศเสียในร่างกายออกไปได้มากกว่าเดิม โดยลมหายใจที่ดีควรจะมีรอยต่อ คือหายใจเข้าออก แล้วหยุดครู่หนึ่ง จึงหายใจเข้าออกครั้งต่อไป อัตราการหายใจที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่ควรจะอยู่ระหว่าง 14-18 ครั้ง ต่อนาที ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-25 ปี ควรอยู่ระหว่าง 20-22 ครั้ง ต่อนาทีแต่ถ้าหากคุณหายใจหอบ ถี่ ต่อเนื่องไม่หยุด นั่นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการหายใจที่ไม่มีประสิทธิภาพ เมื่อหายใจออกเท่าไรคาร์บอนไดออกไซด์ก็ไม่หมดสักที จึงต้องเน้นที่ปริมาณการเริ่มต้นสุขภาพที่ดี ส่วนหนึ่งจึงมาจากการปรับวิธีการหายใจนั้นเอง